|
อันดับหนึ่งได้แก่
"นางอาย" หรือลิงลม
หนึ่งในลิงป่าที่มนุษย์นิยมแอบเลี้ยงในบ้านมากที่สุด
เนื่องจากนางอายมีรูปร่างหน้าตาคล้ายตุ๊กตา
ตัวเล็กน้ำหนักไม่เกิน 1 กก.
ลำตัวยาวแค่ 30 ซม. อาศัยอยู่บนยอดไม้
ในป่าดงดิบหรือป่าไผ่ เมื่อตกใจจะก้มหน้าซุกในวงแขน
จึงมีชื่อเรียกว่านางอาย พบได้ทั่วไปในป่าประเทศไทย
ลาว
เวียดนาม พม่าและอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ "นางอาย" ที่พ่อค้านำมาขายในตลาดค้าขายสัตว์ป่ามักเป็นลูกนางอายที่อายุไม่กี่เดือน
ซึ่งพรานป่าได้ฆ่าแม่แล้วนำลูกมาขาย
นายอนันต์ธนา มงคลศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิไวลด์เอด
(ประเทศไทย) ให้ข้อมูลว่า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อนางอายไปเลี้ยงนั้น
แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ กลุ่มที่เห็นลูกนางอายตัวเล็ก
ถูกวางขายในกล่องกระดาษเก่าๆ
แล้วรู้สึกสงสารจึงซื้อมาเลี้ยง
ส่วนกลุ่มที่สองเป็นลูกค้าวัยรุ่นผู้หญิงที่ต้องการซื้อนางอายให้แฟนหนุ่มเป็นของขวัญในวันสำคัญต่างๆ
ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 500-5,000
บาท ตามสภาพความสมบูรณ์
ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาตำรวจป่าไม้ได้กวาดล้างแก๊งลักลอบค้าสัตว์ป่าและสามารถยึดนางอายได้มากถึง
116 ตัว นับเป็นลิงป่าที่มีสถิติถูกล่ามากที่สุด
และอยู่ในบัญชีสัตว์ห้ามซื้อขายของอนุสัญญาไซเตสด้วย
ลิงป่าหายากที่ถูกล่ามาขายอันดับ
2 คือ "ลิงอุรังอุตัง"
แม้จะไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย
แต่ผู้นิยมเลี้ยงสัตว์ป่ามักเสาะหามาเพื่อเสริมบารมี
เพราะเป็นลิงที่มีราคาสูงถึงตัวละ
5 แสนบาทในตลาดมืด หากมีการซื้อขายผ่านสวนสัตว์ราคาจะสูงถึง
1 ล้านบาท
นายพรชัย ปทุมรัตนาธาร หัวหน้าสถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง
จ.ราชบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
สำหรับนักวิชาการด้านสัตว์ป่าแล้ว
นับว่าศักดิ์ศรีของลิงอุรังอุตังนั้นไม่น้อยไปกว่าหมีแพนด้า
เพราะเป็นสัตว์
เฉพาะท้องถิ่น มีเพียง 2 สายพันธุ์คือ
สายพันธุ์ที่พบในหมู่เกาะสุมาตรา
และสายพันธุ์ที่พบในหมู่เกาะบอร์เนียว
ทั้งนี้การล่าลูกลิงอุรังอุตังมาขายนั้น
พรานป่าจะต้องฆ่าแม่ลิงเสียก่อน
เพราะแม่ลิงอุรังอุตังจะอุ้มลูกไว้แนบอกจน
อายุได้ 2 ขวบ จึงปล่อยให้ออกหากินเอง
เฉพาะเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถช่วยชีวิตลูกลิงอุรังอุตังได้มากถึง
4 ตัว
สัตวป่าคุ้มครองที่นิยมซื้อขายอันดับ
3 คือ "พญากระรอกดำ"
ซึ่งกระจายพันธุ์เฉพาะในเขตพื้นที่ป่าไทย
ลาว กัมพูชาและเวียดนามเท่านั้น
สาเหตุที่พญากระรอกดำเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้เลี้ยง
เนื่องจากเป็นกระรอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ลำตัวยาว 33 ซม. หางยาวเป็นพวงสีดำ
บางตัวมีหางยาวถึง 46 ซม. ตามลำตัวจะมีสีสันผสมสวยงามเช่น
สีส้ม สีขาว อาศัยอยู่บนยอดต้นไม้สูงทึบใน
เขตป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบแล้ง
กินดอกไม้และแมลงเป็นอาหาร กระโดดได้ไกลถึง
22 ฟุต ราคาซื้อขายในตลาดมืดตัวละประมาณ
2,000 บาท
นายสุรพล ดวงแข เลขาธิการ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในอดีตพญากระรอกดำถือเป็นสัตว์ป่าที่พบได้ทั่วไป
แต่ปัจจุบันใกล้สูญพันธุ์ไปแล้ว
เพราะพรานป่านิยมดักจับมาขายให้กลุ่มพ่อค้าทำให้มีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
พบว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐี
ที่มีกรงขนาดใหญ่เลี้ยงไว้ดูเล่นในฟาร์มหรือในเขตบ้านสวน
อันดับต่อไปคือสัตว์ป่าตระกูล
"เสือ" ทั้งเสือโคร่ง
เสือลายพาดกลอน เสือลายเมฆ เสือดาว
ทั้งนี้ตลาดซื้อขายเสือมักเป็นตลาดขายตรง
กลุ่มผู้ซื้อผู้ขายจะรู้จักคุ้นเคยกันดี
การซื้อขายเสือนั้นแบ่งเป็น 2
ประเภทคือ การสั่งซื้อเพื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยง
ส่วนใหญ่จะนิยมเสือขนาดเล็กเช่น
เสือลายเมฆ ที่มีลำตัวยาวประมาณ
70-90 ซม. ราคาซื้อขายตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลายแสนบาท
อีกประเภทคือ การสั่งซื้อเสือขนาดใหญ่
เพื่อเลี้ยงไว้ฆ่านำอวัยวะไปขายเป็นอาหารเสริมกำลัง
โดยเฉพาะลูกเสือโคร่งจะนิยมมากที่สุด
แม้เสือจะถูกขึ้นบัญชีไซเตสห้ามซื้อขายอย่างเด็ดขาดก็ตาม
แต่ฟาร์มหลายแห่งในภาคกลาง สามารถเพาะพันธุ์ขายอย่างผิดกฎหมายได้แล้ว
ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
ที่ผ่านมาตำรวจป่าไม้ ยึดเสือเป็นของกลางได้
7 ตัว
สัตว์ป่าจำพวกนกที่นิยมซื้อขายกันมากคือ
"ไก่ฟ้าพญาลอ" ทั้งนี้ไก่ฟ้าพญาลอเป็นนกประจำชาติไทย
เนื่องจากมีชื่อสามัญว่า Siamese
fireback มีลำตัวยาวประมาณ 60
ซม. ปีกกว้างสั้น บินได้แข็งแต่มักบินในระยะใกล้ๆ
เท่านั้น ตัวผู้สวยกว่าตัวเมีย
ใบหน้าสีแดง บนหัวมีพุ่มหงอน
หางยาวสีเข้ม พบได้ในป่ารกทึบเขตไทย
ลาว กัมพูชาและเวียดนาม เป็นสัตว์ที่จับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว
กินเมล็ดพืช ผลไม้สุก รวมถึงตัวหนอนและไส้เดือนเป็นอาหาร
นายฉัตรชัย วิบูลย์รณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไก่ฟ้าพญาลอ
กล่าวว่า ในอดีตไก่ฟ้าพญาลอพบได้ทั่วไปทั้งภาคอีสาน
และภาคเหนือ แต่ปัจจุบันถือเป็นสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่ง
ประเทศไทยเหลืออยู่ไม่กี่พันตัวเท่านั้น
พบได้ในเขตป่าเขาใหญ่ แถบจันทบุรี
ตราด ทั้งนี้เมื่อปี 2535 เคยมีชมรมผู้เพาะเลี้ยงไก่ฟ้า
แต่เมื่อรัฐบาลประกาศเป็นสัตว์คุ้มครองก็เลยเลิกเลี้ยงกันไป
ส่วนไก่ฟ้าพญาลอที่ลักลอบขายในตลาดนัดจตุจักรนั้น
เชื่อว่าเป็นการล่าออกมาจากป่าเพื่อขายให้พ่อค้าโดยตรง
ราคาซื้อขายตัวละประมาณ 3,000
บาทขึ้นไป
นกคุ้มครองที่นิยมซื้อขายกันเป็นอันดับต่อไปคือ
"นกแก้วโมง" ซึ่งเป็นนกแก้วขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
มีปากขอสีแดงพบทั่วไปในป่าเชิงเขาแถบภาคเหนือติดพม่า
สามารถพูดเลียนแบบเสียงคนได้
จึงมีผู้นิยมซื้อมา
เลี้ยงในบ้าน ล่าสุดตำรวจป่าไม้ยึดเป็นของกลางได้ถึง
74 ตัว โดยอนุสัญญาไซเตส ขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าควบคุม
ห้ามซื้อขาย
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการซื้อขาย
"งูเผือก" ซึ่งมีทั้งงูหลามและงูเหลือมขนาดใหญ่
ที่กลายพันธุ์จนมีผิวหนังคล้ายสีทองหรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าพญางูทอง
เนื่องจากเป็นงูแปลกหายาก ทำให้มีราคาซื้อขายในตลาดนัดสวนจตุจักรสูงกว่า
8,000 บาท และส่วนใหญ่คนซื้อไปเลี้ยงเพราะเชื่อว่าจะนำ
โชคลาภมาให้
สุดท้ายคือ "หอยมือเสือ
(Tridacnidae) สัตว์ป่าไม่มีกระดูกสันหลังประเภทหนึ่ง
ซึ่งได้รับการคุ้มครองตาม
พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า 2535
เนื่องจากเป็นหอยสองฝาที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บางตัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง
1.5 เมตร อาศัยอยู่ในโลกมานานกว่า
30 ล้านปี พบมากตามแนวปะการังชายฝั่งทะเลเขตอินโดแปซิฟิก
เช่นไทย มาเลเซีย
อินโดนีเซีย ปาปัวนิวกินี และทางตอนเหนือของออสเตรเลีย
ทั้งนี้หอยมือเสือทั่วโลกมีอยู่
9 ชนิด ในจำนวนนี้มี 5 ชนิดอาศัยอยู่ในทะเลไทย
เคยมีรายงานการพบเปลือกหอยมือเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บริเวณหมู่เกาะราชา จ.ภูเก็ต
และหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
แต่ปัจจุบันเชื่อว่าใกล้สูญพันธุ์ไปจากทะเลไทยแล้ว
ทั้งนี้หอยมือเสือเป็นที่นิยมใน
หมู่นักเลี้ยงปลา เพราะช่วยกรองกากตะกอนต่างๆ
ทำให้ตู้ปลาเลี้ยงน้ำใสสะอาด
นอกจากนี้มนุษย์ยังนำเอ็นหอยชนิด
นี้มากิน และนำเปลือกมาเป็นของสะสม
เครื่องใช้ และเครื่องตกแต่งบ้าน
จากการจับกุมตลาดนัดจตุจักร เมื่อวันที่
2 พ.ย.ที่ผ่านมา สามารถยึดหอยมือเสือเป็นของกลางมากถึง
17 ตัว โดยตลาดมืดลักลอบซื้อขายกันในราคาประมาณตัวละ
800-100,000 บาท
ที่มา : คมชัดลึก
|